Facebook Ad Scaling EP2: สูตรยิงแอดแชทให้ต้นทุนคงที่ ด้วยแนวคิด 39 บาท + เพิ่มงบแบบมีวินัย

สรุป EP2 แบบละเอียดจากวิดีโอจริง โดยจับคู่เนื้อหากับภาพตาม timestamp เพื่อให้ใช้ทบทวนและทำตามได้ทันทีในงานยิงแอดจริง โฟกัสหลักคือ “ลดความเสี่ยงค่าแชทพุ่ง” ด้วยการเริ่มงบต่ำ ค่อย ๆ เพิ่ม และใช้หลักการจาก Facebook มาช่วยคุมจังหวะการขยาย

Video: YouTube Playlist: PLz3dWvXN4Cn-GBdNXo10iHjTvAgei-kAm Runtime: ~20:59
Scaling EP2: สูตรยิงแอดแชทให้ค่าแชทไม่พุ่ง
🎬 คลิปต้นทาง — ความยาวประมาณ 21 นาที เปิดใน YouTube ↗

สารบัญ EP2 (พร้อม timestamp)

1) เปิดตอน: เป้าหมายคือยิงแอดแชทให้โตได้โดยต้นทุนไม่หลุด

00:00:06
เปิดตอน EP2 สูตรยิงแอดแชท
ผู้สอนเปิดด้วยโจทย์เดียวชัด ๆ: ทำยังไงให้ยิงแอดแชทแล้ว “โตต่อ” ได้ โดยไม่ปล่อยให้ต้นทุนแพงขึ้นจนกำไรหาย

ตีความเชิงกลยุทธ์

เปิดคลิปนี้คือการตั้งโจทย์ให้ถูกก่อน scale: เป้าหมายไม่ใช่แค่ให้แชทเพิ่ม แต่ต้องรักษาคุณภาพกำไรไว้ได้เมื่อค่อย ๆ ขยายงบ

  • EP2 เน้น “การคุมระบบ” มากกว่า “เทคนิคเร่งผลระยะสั้น”
  • จุดวัดไม่ใช่ยอดทักอย่างเดียว แต่เป็นคุณภาพต้นทุนหลังเริ่มขยายงบ
  • หากคุมช่วงต้นไม่ได้ การ scale ในช่วงหลังจะยากและเสี่ยงมาก
เป้าหมายที่ควรกำหนดก่อนเริ่ม
  • นิยามเพดาน Cost/Chat ที่ธุรกิจยอมรับได้
  • นิยามผลลัพธ์ปลายทาง เช่น ยอดซื้อหรือยอดปิดจากแชท
  • กำหนดช่วงเวลาประเมินผลรอบแรกให้ชัด (เช่น 7 วัน)
สิ่งที่ทำให้ scale พังตั้งแต่ต้น
  • รีบเพิ่มงบเพราะเห็นผลดีเพียง 1 วัน
  • โฟกัสแค่จำนวนทัก โดยไม่ดูคุณภาพ lead
  • ไม่มีเกณฑ์หยุดเพิ่มเมื่อค่าใช้จ่ายเริ่มผิดปกติ

2) เปิดสูตรและประกาศแนวทาง: ให้ดูผลจริง ไม่ใช่แค่ทฤษฎี

00:00:24
เปิดสูตรยิงแอดแชทระเบิด
ช่วงตั้งธงของตอนนี้: จะอธิบายสูตรด้วยบริบทการใช้งานจริงและผลลัพธ์จริง ไม่ใช่แค่คำจำกัดความ

สิ่งที่ควรทำตาม

หัวใจของช่วงนี้คือ “วัดผลจริงก่อนเชื่อสูตร” ทุกการตัดสินใจควรยึดข้อมูลเชิงเวลาและ KPI ชุดเดียวกันทั้งทีม

  • เวลาทดสอบวิธีใหม่ ให้เตรียมช่วงเวลาเก็บข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์
  • กำหนด KPI กลางไว้ก่อนเริ่ม เช่น Cost/Chat, Cost/Purchase, จำนวนทักคุณภาพ
  • อย่าตัดสินสูตรจาก 1-2 วันแรก เพราะระบบยังเรียนรู้ไม่เสถียร
KPI ขั้นต่ำที่ควรมีในแดชบอร์ด
  • Cost/Chat รายวันและค่าเฉลี่ย 7 วัน
  • จำนวนแชทที่ตอบจริงและไปต่อถึงขั้นเสนอขาย
  • Cost/Purchase หรือ Cost/Qualified Lead ตามโมเดลธุรกิจ
กติกาตัดสินผลแบบเร็ว
  • ผ่านเกณฑ์ต่อเนื่องหลายวันค่อยเพิ่มงบ
  • ถ้าแปรปรวนสูง ให้ต่อเวลาทดสอบก่อนตัดสินใจ
  • บันทึกเหตุผลทุกครั้งที่เพิ่มหรือลดงบเพื่อทวนย้อนหลังได้

3) ฐานเริ่มต้น: เริ่มงบต่ำราว 30 บาท/วัน แล้วค่อยขยับ

00:00:30
เริ่มยิงแอดด้วยงบประมาณ 30 บาท
หลักคิดต้นทางของคลิป: ไม่ต้องเริ่มแรง เริ่มจากงบเล็กเพื่อเรียนรู้พฤติกรรมแอดก่อน แล้วค่อยเพิ่มแบบมีเหตุผล

เหตุผลที่เริ่มงบเล็ก

งบเริ่มต่ำช่วยให้ “ซื้อข้อมูล” ได้ในต้นทุนที่ปลอดภัย และยังเห็นคุณภาพแอดชัดกว่าการอัดงบหนักตั้งแต่วันแรก

  • ลดค่าเสียหายถ้าแอดยังไม่พร้อม
  • เห็นความเปลี่ยนแปลงของต้นทุนได้ชัดเมื่อมีการเพิ่มงบ
  • ช่วยให้ทีมทำ SOP การตัดสินใจง่ายขึ้น (ผ่าน/ไม่ผ่าน)
วิธีทดสอบช่วงงบเริ่มต้น
  • ตรึงงบ 2-3 วันเพื่อดูสัญญาณพื้นฐานก่อน
  • สังเกตทั้งจำนวนทักและคุณภาพการสนทนา
  • อย่าปรับหลายตัวแปรพร้อมกันจนอ่านผลไม่ได้
จุดพลาดที่เจอบ่อย
  • งบยังน้อยแต่รีบสรุปว่าแอดไม่เวิร์กเร็วเกินไป
  • เพิ่มงบใหญ่ทันทีหลังเห็นผลดีแค่ช่วงสั้น
  • ไม่เก็บบันทึก baseline ทำให้เทียบก่อน-หลังไม่ได้

4) จุดสำคัญของ EP2: เพิ่มงบได้ แต่ต้นทุนต้องนิ่ง

00:00:53
ค่าแชทคงที่แม้เพิ่มงบ
ประเด็นใหญ่ที่ผู้สอนย้ำคือ “ไม่ใช่แค่เพิ่มงบแล้วได้ทักเพิ่ม” แต่ต้องคุมต้นทุนต่อแชทให้ไม่พุ่งตามงบ

ตัวชี้วัดที่ควรล็อกไว้

หลักคิด “เพิ่มงบได้ แต่ต้นทุนต้องนิ่ง” ต้องแปลเป็นตัวเลขที่ทีมเห็นร่วมกัน ไม่เช่นนั้นการ scale จะกลับไปเป็นการตัดสินใจตามความรู้สึก

  • Cost per Chat เฉลี่ย 3 วัน / 7 วัน
  • จำนวนแชทที่มีคุณภาพ (ตอบจริง-ซื้อจริง)
  • สัดส่วนปิดการขายต่อแชท เพื่อป้องกัน “ถูกแต่ไม่ซื้อ”
วิธีมองข้อมูลให้ไม่หลงวันเดียว
  • ดูทั้งรายวันและค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่พร้อมกัน
  • เทียบกับช่วงก่อนเพิ่มงบเสมอ
  • ให้ความสำคัญกับเทรนด์มากกว่าตัวเลขวันใดวันหนึ่ง
สัญญาณว่า “เพิ่มต่อได้”
  • Cost/Chat ยังอยู่ในเพดานที่กำหนด
  • คุณภาพ lead ไม่ลดลงเมื่อเทียบ baseline
  • ทีมขายยังรับปริมาณแชทได้ไม่ตกหล่น

5) หลักฐานเชิงตัวเลขย้อนหลัง 30 วัน

00:01:56
หลักฐานผลลัพธ์ 30 วัน
ผู้สอนอ้างผลย้อนหลัง 30 วัน โดยยกตัวอย่างต้นทุนแชทราว 30 บาท และต้นทุนซื้อราว 70 บาท เพื่อยืนยันว่าวิธีนี้ใช้ได้จริง

การใช้งานหน้างาน

ข้อมูลย้อนหลัง 30 วันทำให้เห็น “ความจริงของระบบ” มากกว่าการดูผลวันต่อวัน เหมาะใช้ตัดสินใจว่าจะเร่ง ต่อ หรือพักการขยาย

  • เก็บ report แบบ rolling 30 วันเสมอเพื่อดูภาพรวม ไม่หลงกับวันเดียว
  • แยกดู “ต้นทุนแชท” และ “ต้นทุนซื้อ” พร้อมกัน
  • ถ้าต้นทุนแชทดีแต่ต้นทุนซื้อแย่ ต้องตรวจคุณภาพ lead + คุณภาพทีมปิด
มุมมอง 30 วันที่ควรเปิดคู่กัน
  • Spend รวมเทียบกับจำนวนแชทและจำนวนซื้อ
  • สัดส่วนแชทที่ไปต่อถึงขั้นเสนอราคา
  • ยอดขายสุทธิเทียบต้นทุนโฆษณา
ข้อควรระวังตอนตีความ
  • อย่าเอาวันที่พีกผิดปกติมาเป็นมาตรฐานทุกวัน
  • อย่าดูเฉพาะแอดโดยไม่ดูการตอบแชทหลังบ้าน
  • ถ้า volume โตเร็ว ให้เช็กคุณภาพการคัด lead เพิ่มเติม

6) ทบทวนวิธีปี 2020: Clone แอดเพื่อเร่ง scale

00:02:58
วิธีโคลนแอดแบบเก่า
คลิปยกวิธีเดิมในอดีตคือการ clone/ad split เพื่อเร่งการขยาย แต่ชี้ว่าบริบทปัจจุบันไม่เหมือนเดิมแล้ว

ความเสี่ยงของ clone เยอะเกินไป

วิธี clone เคยช่วยเร่ง scale ได้ในบางยุค แต่เมื่อระบบประมูลและพฤติกรรมผู้ใช้เปลี่ยน การโคลนมากเกินไปอาจเพิ่มความวุ่นวายแทนการเพิ่มประสิทธิภาพ

  • แคมเปญแย่งกันเองจนต้นทุนผันผวน
  • จัดการยากเมื่อมีหลายชุดพร้อมกัน
  • ทีมเสียเวลาแก้โครงสร้าง มากกว่าปรับคุณภาพแอด/ข้อเสนอ
เมื่อไรควรหยุด clone เพิ่ม
  • เริ่มเห็น CPA แกว่งแรงหลายชุดพร้อมกัน
  • ทีมติดตามชื่อแคมเปญไม่ทันและรีวิวผลลำบาก
  • เวลาแก้โครงสร้างมากกว่าเวลาปรับครีเอทีฟจริง
ทางเลือกที่ควรทำก่อน
  • ปรับคุณภาพข้อความและข้อเสนอในแอดเดิม
  • ขยายงบทีละขั้นตามเกณฑ์ที่กำหนด
  • ลดจำนวนชุดให้เหลือเฉพาะชุดที่พิสูจน์ผลแล้ว

7) ปัญหาวิธีเก่าในบริบทใหม่: โคลนแล้วแอดอาจแพง

00:03:20
ปัญหาการโคลนแอดในปัจจุบัน
ผู้สอนชี้ว่าถ้านำวิธีเดิมมาใช้ตรง ๆ ในสถานการณ์ใหม่ อาจทำให้ค่าแอดพุ่งและควบคุมยากกว่าเดิม

สรุปเชิงปฏิบัติ

ช่วงนี้เตือนว่า “สูตรเดิมที่เคยเวิร์ก” อาจไม่เหมาะกับสภาพปัจจุบัน จึงต้องมี baseline และกระบวนการเทียบผลใหม่ทุกครั้งที่เปลี่ยนวิธีขยาย

  • เลิกคิดว่า “วิธีที่เคยเวิร์ก” จะเวิร์กตลอดไป
  • ทุกครั้งที่เปลี่ยนวิธี scale ต้องวัดผลเทียบ baseline เดิม
  • ถ้าเริ่มเห็น CPA สะบัดแรง ให้ลดความซับซ้อนโครงสร้างก่อน
วิธีเช็กว่าโครงสร้างเริ่มซับซ้อนเกินไป
  • มีแคมเปญ/แอดเซตเยอะจนตอบไม่ได้ว่าตัวไหนทำกำไรหลัก
  • รายงานสวยแต่ยอดขายจริงไม่สอดคล้อง
  • ตัดสินใจช้าลงเพราะต้องไล่ดูหลายจุดเกินจำเป็น
สัญญาณต้องรีบจัดระเบียบ
  • ค่าใช้จ่ายเพิ่มแต่คุณภาพแชทลด
  • ทีมไม่มั่นใจว่าควรเพิ่มงบที่ชุดไหน
  • ต้องหยุดงานเพื่อซ่อมโครงสร้างบ่อยครั้ง

8) วิธีใหม่: คุมต้นทุนต่อผลลัพธ์ด้วยการเพิ่มแบบเป็นขั้น

00:09:03
ผลลัพธ์ของวิธีสเกลแบบใหม่
ช่วงนี้เริ่มชัดว่าแนวทางใหม่ไม่ได้เน้น clone แต่เน้นคุมจังหวะการเพิ่มงบเพื่อรักษาต้นทุนให้เสถียร

Workflow แนะนำ

วิธีใหม่ใน EP2 คือการเพิ่มงบเป็นขั้น และปล่อยให้ระบบเรียนรู้อย่างมีวินัย ลดการปรับถี่ที่ทำให้ performance สวิงโดยไม่จำเป็น

  • Day 1-3: เก็บสัญญาณว่าแอดมีคุณภาพหรือไม่
  • Day 4-7: เพิ่มงบแบบค่อยเป็นค่อยไปเมื่อ KPI ผ่าน
  • ถ้า KPI หลุด: หยุดเพิ่มก่อน แล้ววิเคราะห์สาเหตุ (กลุ่มเป้าหมาย/ครีเอทีฟ/ออฟเฟอร์)
ตัวอย่างรอบตัดสินใจรายวัน
  • เวลาเช้า: ตรวจ KPI ของเมื่อวานแบบมาตรฐานเดียวกัน
  • ถ้าผ่านเกณฑ์ต่อเนื่อง: เพิ่มงบทีละขั้นเล็ก
  • ถ้าหลุดเกณฑ์: freeze งบและเก็บข้อมูลเพิ่มก่อนแก้
วิธีลดความผันผวนหลังเพิ่มงบ
  • อย่าแก้หลายตัวแปรในวันเดียวกับที่เพิ่มงบ
  • รอข้อมูลพอสมควรก่อนสรุปผล
  • บันทึกผลหลังเพิ่มแต่ละครั้งเพื่อหาขนาด step ที่เหมาะกับบัญชี

9) ฐานงบ 39 บาท/วัน: ตั้งจุดเริ่มที่ควบคุมได้

00:10:55
สไลด์เริ่มต้นงบ 39 บาทต่อวัน
ผู้สอนสรุปฐานปฏิบัติจริงเป็นตัวเลขชัดเจน: เริ่มงบวันละ 39 แล้วค่อยเร่งเมื่อแอดพิสูจน์แล้วว่าดี

ทำไมต้องมี “ฐานเริ่ม”

ตัวเลข 39 บาทคือ anchor สำหรับการทำงานร่วมกันในทีม ช่วยลดการตัดสินใจแบบคนละมาตรฐาน และทำให้การรีวิวผลข้ามแคมเปญชัดขึ้น

  • ทีมตัดสินใจได้เหมือนกันทุกคน ไม่ต้องเดาเองรายคน
  • เปรียบเทียบผลข้ามแคมเปญได้ง่าย
  • สร้างวินัยการ scale ให้ทำซ้ำได้
วิธีใช้ฐานงบให้เกิดประโยชน์
  • เริ่มทุกชุดใหม่จากฐานเดียวกันก่อน
  • เก็บ baseline อย่างน้อย 2-3 วันก่อนเพิ่ม
  • ถ้าจะยกเว้นฐาน ต้องมีเหตุผลเชิงข้อมูลรองรับ
จุดพลาดที่พบบ่อย
  • เปลี่ยนงบเริ่มต้นไปมาจนเทียบผลไม่ได้
  • ข้าม baseline แล้วเพิ่มงบทันที
  • ไม่มี log ว่าทำไมบางชุดเริ่มไม่เท่ากัน

10) กฎเพิ่มงบแบบง่าย: วันไหนดีค่อยเพิ่ม วันไหนไม่ดีไม่เพิ่ม

00:11:17
กติกาเพิ่มงบเมื่อแอดดี
แกนของ EP2 คือความสม่ำเสมอในการตัดสินใจ: ไม่บวกงบตามอารมณ์ แต่บวกงบตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ก่อน

กติกาที่แปลงเป็น SOP ได้

หัวใจของ section นี้คือ “ตัดสินใจตามเงื่อนไข ไม่ใช่อารมณ์” เพื่อให้ทุกคนในทีมเพิ่มงบด้วยมาตรฐานเดียวกันและควบคุมความเสี่ยงได้จริง

  • กำหนด threshold เช่น Cost/Chat เป้าหมายสูงสุดที่ยอมรับได้
  • ผ่านเกณฑ์ค่อยเพิ่มงบทีละขั้น
  • หลุดเกณฑ์ให้พักการเพิ่ม และดูแนวโน้ม 24-48 ชั่วโมงก่อนตัดสินใจรอบใหม่
SOP ขั้นต่ำที่ควรเขียนไว้
  • เงื่อนไข “ผ่าน” และ “ไม่ผ่าน” แบบตัวเลขชัดเจน
  • ขนาดการเพิ่มงบต่อครั้งและช่วงเวลาประเมินซ้ำ
  • ผู้รับผิดชอบอนุมัติและผู้บันทึกเหตุผลการปรับงบ
พฤติกรรมที่ทำให้ต้นทุนหลุด
  • เพิ่มงบหลายครั้งในวันเดียวโดยไม่รอข้อมูล
  • เปลี่ยนกติกากลางทางเพราะกลัวพลาดยอดขาย
  • ไม่มีวินัยเรื่องเวลาตรวจ KPI ทำให้เทียบผลลำบาก

11) ใช้สูตรจาก Facebook เป็นกรอบ ไม่ใช่เดาสุ่ม

00:11:54
แนวคิดสูตรจาก Facebook
ช่วงนี้เน้นว่าแนวทางขยายงบที่ดีควรยึดกลไกของแพลตฟอร์ม ไม่ฝืนระบบจนเกิดต้นทุนแปลก ๆ

สิ่งที่ทีมควรตั้งค่าเพิ่ม

แนวทางจาก Facebook ควรถูกนำมาเป็น “ระบบทำงานประจำวัน” ผ่าน automation และจุดตรวจเวลาเดิม เพื่อให้การขยายงบมีวินัยและลด human error

  • Automation Rule สำหรับเพิ่มงบเมื่อ KPI ผ่าน
  • Rule หยุด/เตือนเมื่อ Cost per Result เกินเพดาน
  • รอบตรวจรายวันแบบเวลาเดียวกันทุกวัน
Rule ชุดเริ่มต้นที่แนะนำ
  • ถ้า Cost/Chat ต่ำกว่าเกณฑ์ต่อเนื่อง ให้เพิ่มงบตาม step
  • ถ้า Cost/Chat สูงเกินเพดาน ให้แจ้งเตือนทันที
  • ถ้า spend สูงแต่ไม่มีคุณภาพ lead ให้หยุดเพิ่มและรีวิวครีเอทีฟ
วินัยที่ควรมีแม้ใช้ automation
  • ตรวจ log การทำงานของ rule ทุกวัน
  • ทบทวน threshold อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
  • ไม่เปิด rule ซ้อนกันจนคำสั่งขัดแย้งเอง

12) เป้าปฏิบัติ: ค่าแชทควรอยู่โซนต่ำกว่า 40

00:15:08
ค่าแอดแชทอยู่ช่วงต่ำกว่า 40 บาท
ผู้สอนย้ำผลที่ต้องการหลัง scale คือไม่ปล่อยให้ค่าแชทหลุดเพดานสูงเกินไป โดยเป้าอยู่ราวต่ำกว่า 40

แนวทางคุมเพดานต้นทุน

ตัวเลขต่ำกว่า 40 เป็นกรอบควบคุมเชิงปฏิบัติ ไม่ใช่เลขศักดิ์สิทธิ์ จุดสำคัญคือมีเพดานที่ทีมยอมรับร่วมกันและรู้ว่าเมื่อไรต้องหยุดเร่งงบ

  • ตั้งเพดาน Cost/Chat ที่ยอมรับได้ในระดับทีม
  • หากเริ่มไหลขึ้นต่อเนื่อง 2-3 วัน ให้หยุดเพิ่มทันที
  • แก้ที่ครีเอทีฟและข้อเสนอคู่กัน อย่าแก้เฉพาะงบ
วิธีคิดเรื่องเพดานที่ไม่แข็งเกินไป
  • แยกเพดานตามประเภทสินค้า/คุณภาพลูกค้า
  • ดูร่วมกับอัตราปิดการขาย ไม่ดูค่าแชทล้วน ๆ
  • ยอมให้แกว่งได้ในช่วงสั้น แต่ไม่ยอมให้ไหลต่อเนื่อง
จุดพลาดที่ทำให้หลุดเพดาน
  • เห็นแชทเพิ่มแล้วเพิ่มงบต่อแม้คุณภาพลดลง
  • แก้แต่ budget โดยไม่แตะคุณภาพข้อเสนอ
  • ปล่อยแอดวิ่งยาวโดยไม่ทบทวนครีเอทีฟ

13) หลัก “ซอยการเพิ่ม” และใช้ AI Facebook ให้ทำงาน

00:16:31
ซอยงบและใช้ AI Facebook
ใจความช่วงท้ายของภาควิธีทำ: แบ่งขั้นการเพิ่มให้ย่อยลง เพื่อให้ระบบเรียนรู้และคุมความผันผวนได้ดีกว่าเพิ่มพรวดเดียว

โครง Daily Routine

หลัก “ซอยการเพิ่ม” จะทำงานดีเมื่อมี routine ชัดเจนทั้งวัน เพราะช่วยลดการปรับถี่เกินจำเป็นและเปิดโอกาสให้ระบบ AI ของแพลตฟอร์มเรียนรู้ได้เต็มที่

  • เช้า: เช็ก KPI หลัก + สถานะ rule
  • เที่ยง/บ่าย: ไม่ปรับถี่เกินไป ลดการรบกวนระบบ
  • เย็น: สรุป log ว่าวันนี้เพิ่มงบ/ไม่เพิ่มงบเพราะอะไร
บันทึกที่ควรเก็บทุกวัน
  • ค่า KPI หลัก ณ เวลาที่ตรวจ
  • การตัดสินใจที่ทำและเหตุผล
  • แผนของวันถัดไปถ้า KPI ยังไม่เสถียร
ประโยชน์ของการซอย step
  • ลดโอกาสต้นทุนกระชากจากการเพิ่มงบทีเดียวมาก
  • มองเห็นจุดที่ระบบเริ่มไม่รับงบได้เร็ว
  • ทำให้ทีมใหม่ทำตาม SOP ได้ง่ายขึ้น

14) สรุป EP2: ถ้าตั้งระบบถูก ต้นทุนจะไม่หลุดแบบไร้เหตุผล

00:20:50
สรุปสูตร 39 บาทและการขยายเมื่อแอดดี
บทสรุปของตอน: วางฐานงบเริ่มต้นให้ชัด แล้วขยายเฉพาะวันที่ผลดี สูตรจึงช่วยคุมต้นทุนได้ดีกว่าการเร่งงบแบบไม่มีกติกา

Action หลังดู EP2

สรุปของตอนนี้คือทำระบบ scale ให้เป็น “วินัยประจำวัน” ไม่ใช่การลุ้นผลเป็นครั้ง ๆ เมื่อฐานชัดและกติกาชัด ต้นทุนจะควบคุมได้มากขึ้นอย่างมีเหตุผล

  • กำหนดเพดาน Cost/Chat ของธุรกิจตัวเองให้ชัดเจน
  • เขียน SOP เพิ่มงบแบบรายวัน 1 หน้าให้ทีมใช้ร่วมกัน
  • ตั้ง rule อัตโนมัติอย่างน้อย 2 แบบ: เพิ่มเมื่อดี / เตือนเมื่อเสี่ยง
แผนลงมือ 3 วันหลังดูจบ
  • Day 1: นิยาม KPI และเพดานต้นทุนร่วมกับทีม
  • Day 2: ตั้ง automation rule และทดสอบกับแคมเปญหลัก
  • Day 3: เริ่ม log การตัดสินใจเพิ่มงบแบบมาตรฐาน
ถ้ายังทำไม่ได้ครบ ให้เริ่มจากสิ่งนี้ก่อน
  • มีเพดาน Cost/Chat ที่ทีมเห็นตรงกันก่อน 1 ค่า
  • มีรอบตรวจ KPI เวลาเดิมทุกวันก่อน 1 รอบ
  • มีบันทึกเหตุผลการเพิ่มงบทุกครั้งแม้ยังไม่ใช้ automation
หมายเหตุ: ภาพทั้งหมดในหน้านี้แคปจากไฟล์วิดีโอ EP2 ตาม timestamp ที่ระบุ เพื่อใช้เป็นคู่มือทบทวนงานยิงแอดและวาง workflow ให้ทีมทำซ้ำได้จริง